เคยไหม เวลาไปดูคอนเสิร์ตแล้วรู้สึกว่า “เฮ้ย! เสียงเบสมันกระแทกใจจัง” หรือฟังเพลงในสตรีมมิ่งแล้วรู้สึกว่าเสียงร้องมันชัดเหมือนนักร้องมากระซิบข้างหู ความฟินเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเวทมนตร์ แต่เป็นฝีมือของเหล่าผู้อยู่เบื้องหลังที่เรียกว่า Sound Engineer คนกลุ่มนี้คือพ่อมดแม่มดทางเสียงที่คอยปรุงแต่งทุกย่านความถี่ให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ในบทความนี้ UOB Live จะพามาเปิดโลกอาชีพนี้กันว่าเขาทำอะไรกันบ้าง
Sound Engineer คืออะไร
Sound Engineer หรือวิศวกรเสียง คือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีหน้าที่จัดการ บันทึก ผสมและปรับแต่งเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี เสียงพูดหรือซาวด์เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ให้ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ถ้าศิลปินเป็นคนสร้างสรรค์ดนตรี Sound Engineer ก็คือคนที่ทำให้ดนตรีนั้นน่าฟัง และส่งไปถึงหูคนฟังได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ถือเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์ของเทคโนโลยีและศิลปะในการฟังควบคู่กันไป
Sound Engineer มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
แม้อาชีพนี้จะดูเหมือนนั่งหน้าคอมฯ หรือหน้าบอร์ดมิกซ์เหมือนกันหมด แต่จริง ๆ แล้วสายงานนี้แบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะหน้างาน ได้แก่
ดูแลระบบเสียงในงานแสดงสด (Live Sound Engineering)
Live Sound Engineer คือคนที่คอยคุมเสียงในงานอีเวนต์ คอนเสิร์ตหรืองานเฟสติวัลต่าง ๆ หน้าที่คือทำให้นักดนตรีบนเวทีและคนดูได้ยินเสียงที่ดีที่สุด ความท้าทายคือไม่มีคำว่าเทคสอง ทุกอย่างเกิดขึ้นสด ๆ ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเก่งมาก และต้องทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งถ้าเป็นการจัดคอนเสิร์ตในสเกลใหญ่ ๆ ความกดดันยิ่งสูง แต่ความมันส์ก็ระดับทะลุปรอทเช่นกัน
บันทึกเสียงในสตูดิโอ (Recording Engineering)
Recording Engineering สายนี้จะเน้นความละเอียดขั้นสุด ทำงานในห้องอัดเสียง หน้าที่คือการเลือกไมโครโฟน การวางตำแหน่งไมค์ และการกดอัดเสียงให้ได้ซอร์ส (Source) ที่ดีที่สุด เพื่อส่งต่อให้คนมิกซ์เสียง ยกตัวอย่างเช่น เวลาอัดเสียงเครื่องดนตรีอย่างเปียโน Sound Engineer ต้องหูดีมาก ๆ ต้องฟังให้ออกว่าจังหวะที่นักดนตรีกดคอร์ดเปียโนลงไป น้ำหนักเสียงเป็นยังไง อารมณ์เพลงถูกถ่ายทอดออกมาครบถ้วนไหม เพื่อให้ได้ไฟล์เสียงที่สมบูรณ์ที่สุด
มิกซ์เสียง (Mixing Engineer)
Mixing Engineer จะนำไฟล์เสียงที่อัดมาแยกชิ้น เช่น กลอง กีตาร์ เบส ร้อง มาปรับระดับความดัง-เบา ปรับโทนเสียง (EQ) และใส่เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ให้ทุกอย่างผสมกลมกลืนกัน ฟังแล้วลื่นหู ไม่ตีกันมั่ว
มาสเตอริ่งเสียง (Mastering Engineer)
ด่านสุดท้ายก่อนปล่อยเพลงสู่สาธารณะ Mastering Engineer มีหน้าที่ปรับแต่งเพลงที่มิกซ์มาแล้วให้มีความดังที่เหมาะสม ได้มาตรฐาน และเสียงดีสม่ำเสมอกันเมื่อเปิดฟังในทุก ๆ อุปกรณ์ ไม่ว่าจะฟังจากลำโพงมือถือ หูฟังราคาแพง หรือเครื่องเสียงรถยนต์
Sound Engineer มีความสำคัญอย่างไรบ้าง
ความสำคัญของ Sound Engineer ไม่ได้มีแค่เรื่องเทคนิค แต่รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนฟังด้วย ไม่ว่าจะเป็น
- ช่วยยกระดับงานเสียงและคุณภาพของงานให้ดีขึ้น เปลี่ยนจากเสียงดนตรีธรรมดา ให้กลายเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่มีมิติ ลึกซึ้งและน่าจดจำมากยิ่งงขึ้น
- ช่วยถ่ายทอดเจตนาของศิลปินในงานเพลงได้ บางครั้งศิลปินอยากสื่ออารมณ์เศร้า หรือสนุกสุดเหวี่ยง Sound Engineer จะเป็นคนใช้เทคนิคทางเสียงมาขยายความรู้สึกนั้นให้คนฟังอินตามได้ง่ายขึ้น
- ป้องกันและแก้ไขปัญหาเสียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงหอน (Feedback) เสียงจี่ หรือความไม่สมดุลของระบบเสียง โดยเฉพาะขั้นตอนการซาวด์เช็คที่สำคัญมาก ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเริ่มโชว์จริง ทุกอย่างจะราบรื่นไม่มีสะดุด
ลองนึกถึงคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกอย่าง Taylor Swift หรือ Coldplay ที่แสงสีเสียงอลังการ งานโปรดักชันระดับนั้นต้องใช้ทีม Sound Engineer มืออาชีพจำนวนมากเพื่อให้คนดูหลักหมื่นหลักแสนได้ยินเสียงที่ชัดเจนเท่ากัน ซึ่งแน่นอนว่าที่ UOB Live เอง เราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สุด ๆ เพราะเราเป็นฮอลล์จัดคอนเสิร์ตที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบเสียงระดับโลก ด้วยระบบเสียง L-ACOUSTIC ให้เสียงใสคมชัดจากทุกที่นั่ง เราพร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีที่ดีที่สุด!
สรุปบทความ
Sound Engineer ไม่ใช่แค่คนคุมเครื่องเสียง แต่คือศิลปินผู้สร้างสรรค์มิติของเสียงที่ทำให้โลกนี้น่าฟังยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงในเพลย์ลิสต์โปรด หรือคอนเสิร์ตสุดมันส์ที่เราไปกระโดดโลดเต้น ล้วนมีเบื้องหลังความสำเร็จมาจากพวกเขาเหล่านี้ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจและเห็นภาพความเท่ของอาชีพนี้มากขึ้น ครั้งหน้าถ้าไปดูคอนเสิร์ตที่ UOB Live at Emsphere อย่าลืมส่งสายตาชื่นชมไปที่บูธควบคุมเสียงด้านหลังกันด้วยนะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อยากเป็น Sound Engineer ต้องเรียนจบอะไร?
ไม่จำเป็นต้องจบตรงสายเสมอไป แต่ถ้าจบด้าน Music Technology, Audio Engineering หรือนิเทศศาสตร์ สาขาเสียง ก็จะช่วยปูพื้นฐานได้ดีมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ และหูที่ต้องฝึกฝนการฟังอยู่ตลอดเวลา
Sound Engineer ทำงานที่ไหนได้บ้าง?
ทำได้หลากหลายมาก ตั้งแต่ ห้องอัดเสียง (Recording Studio), บริษัทรับจัดอีเวนต์และคอนเสิร์ต (Rental Company), สถานีโทรทัศน์, กองถ่ายภาพยนตร์ ไปจนถึงบริษัทพัฒนาเกม
Sound Engineer กับ Music Producer ต่างกันอย่างไร?
Sound Engineer จะเน้นเรื่องคุณภาพเสียง และเทคนิคทางวิศวกรรมเสียง ส่วน Music Producer จะเน้นเรื่องไอเดียและทิศทางของเพลง การเรียบเรียงดนตรีและภาพรวมของผลงานให้ออกมาตรงตามคอนเซปต์ แต่ในปัจจุบันหลายคนก็ทำควบทั้งสองตำแหน่งเลย